ใช้แล้วทิ้ง

  ในบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก หรือที่ถูกเรียกกันว่ากลุ่มบิ๊ก 6 ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ทีมดังจากกรุงลอนดอนเป็นทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเก้าอี้ผู้จัดการทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ ถูกใช้เป็นการละเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเลยทีเดียว เนื่องจากพวกเขาใช้ผู้จัดการทีมอย่างสิ้นเปลืองด้วยการเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปแล้วถึง 11 คนในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกุนซือบางรายก็ทำทีมไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ถูกปลดจากตำแหน่ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีกุนซือหลายรายเช่นกันที่ทำทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือซะอย่างนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บอร์ดบริหารของสโมสรอื่นไม่ค่อยมีใครทำกัน ยกเว้นเรอัล มาดริด ที่เคยทำแบบนี้บ่อยในช่วงทศวรรษที่ 2000 ที่เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นหลังจากพาทีมคว้าแชมป์ ซึ่งดูเหมือนเชลซีจะได้พฤติกรรมเลียนแบบมา หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของโรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย

ซึ่งกุนซือที่โดนเฉดหัวออกจากถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ ก็ไล่ตั้งแต่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสทั้งในการคุมทีมรอบแรก และรอบสอง ทั้งๆ ที่ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรมากมาย ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 3 สมัยก็ตาม ต่อมาก็คือกุส ฮิดดิ้ง กุนซือชาวดัตช์ที่ถึงแม้จะมาคุมทีมช่วงสั้นๆ แต่ก็พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้เมื่อปี 2009 ตามด้วยคาร์โล อันเชล็อตติ และโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ 2 กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่พาเชลซีคว้าแชมป์รวม 5 รายการ ภายในระยะเวลา 3 ปี ทั้งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ อีก 2 สมัยก็ยังไม่รอด ส่วนราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนก็พาทีมได้แชมป์ยูโรป้า ลีก และล่าสุดกับอันโตนิโอ คอนเต้ ที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลแรก และแชมป์เอฟเอ คัพในฤดูกาลล่าสุดก็พึ่งโดนไล่ออกจากตำแหน่งไปหมาดๆ ซึ่งการไล่ผู้จัดการทีมออกไปหลายรายนี้ ทำให้สโมสรต้องเสียค่าชดเชยให้กับบรรดากุนซือไปแล้วเกือบ 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

หากจะเปรียบเทียบวิธีการที่สโมสรเชลซีใช้กับบรรดากุนซือที่แต่งตั้งเข้ามาคุมทีมนั้น ก็เหมือนกับการใช้กระดาษทิชชู่ในการเช็ดทำความสะอาดนั่นเอง เมื่อใช้กุนซือคนใหม่ทำความสะอาดที่กุนซือคนเก่าทำเลอะไว้เรียบร้อย จากนั้นก็ทำการกำจัดทิ้งด้วยการไล่ออก ทำให้กุนซือแต่ละคนจบไม่สวยกับเชลซีซักราย