เก้าอี้ดนตรี

    นับตั้งแต่โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เมื่อปี 2003 หลังจากนั้นสโมสรธรรมดาที่เคยอยู่บริเวณกลางตารางก็กลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จโดยทันที และหลังจากหมดยุคการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกสในหนแรกเมื่อปี 2007 พวกเขาก็ประสบปัญหาที่ไม่สามารถหาผู้จัดการทีมมาคุมทีมในระยะยาวได้เลย ซึ่งในระยะเวลา 11 ปีให้หลังนี้ พวกเขากลายเป็นทีมที่ใช้ผู้จัดการทีมอย่างสิ้นเปลือง ทั้งการตั้งผู้จัดการทีมแบบถาวร และการตั้งเป็นผู้จัดการทีมรักษาการในระยะสั้น ซึ่งพวกเขาใช้ผู้จัดการทีมไปทั้งหมด 11 คน ในเวลาเพียง 11 ปีโดยประมาณเท่านั้น โดยไล่มาตั้งแต่อัฟราม แกรนต์ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เรย์ วิลกิ้นส์ กุส ฮิดดิ้ง คาร์โล อันเชล็อตติ อังเดร บิลาส โบอาส โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ราฟาเอล เบนิเตซ โชเซ่ มูรินโญ่ สตีฟ ฮอลแลนด์ และอันโตนิโอ คอนเต้ ซึ่งเกือบทั้งหมดถูกไล่ออกจากตำแหน่ง และทางสโมสรต้องเสียเงินชดเชยในส่วนนี้ให้กับผู้จัดการทีมเหล่านี้ไปแล้วถึง 89 ล้านปอนด์

การปรับเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องของความต่อเนื่องของทีม และความมั่นคงต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจะเกิดมาจากฝ่ายบริหารด้วย ที่มักจะไม่ให้เวลากับกุนซือในการทำงาน หรือการตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไปด้วย อย่างในรายล่าสุดอย่างอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่มาคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ และฤดูกาลล่าสุดก็ยังสามารถพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าผลงานในลีกจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม เนื่องจากได้อันดับ 5 ของตาราง ไม่สามารถพาทีมไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ในฤดูกาลนี้ แต่ก็ยังถือว่าสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ทั้ง 2 ฤดูกาล แต่ล่าสุดก็ยังถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่มีปัญหาคาราคาซังมาตั้งแต่หลังจบฤดูกาลที่แล้ว

โดยเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนเช่นกัน จะเข้ามารับงานคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์แทน หลังจากที่ออกมาจากการคุมทีมนาโปลี ซึ่งกุนซือวัย 59 ปี ทำงานได้อย่างโดดเด่นในการคุมทีมดังจากเมืองเนเปิ้ล ซึ่งคุมทีมมีเปอร์เซ็นต์ชนะสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และเคยได้รางวัลกุนซือยอดเยี่ยมของศึกกัลโช่ เซเรีย อา เมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนด้วย แต่ต้องมาดูกันว่าเขาจะได้คุมทีมดังจากกรุงลอนดอนได้นานแค่ไหน