บทบาทของจอร์จินโญ่

    การมาของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่ทางเชลซีไปดึงตัวจากนาโปลีมาคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ แทนที่อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่ได้คุมทีมเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่ก็สามารถพาเชลซีคว้าแชมป์ได้ถึง 2 ฤดูกาล ทั้งพรีเมียร์ลีกในปี 2016-2017 และแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ไม่วายโดนไล่ออกจากตำหน่งอยู่ดี เนื่องจากไปมีปัญหากับบอร์ดบริหารของสโมสร ทำให้เชลซีไปเลือกจ้างซาร์รี่แทน ซึ่งการมาของกุนซือวัย 59 ปีทำให้ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ไปได้ตัวจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีมาจากนาโปลีด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาเข้าไปร่วมวงเจรจาคว้าตัวแค่เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์เท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกได้ติดต่อขอซื้อตัวดาวเตะวัย 27 ปีมากว่า 1 เดือนแล้วด้วย ทำให้ซาร์รี่ได้กองกลางคู่ใจมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังจากร่วมงานกันที่นาโปลีมา 3 ฤดูกาล และปลุกปั้นให้กองกลางเชื้อสายบราซิเลี่ยนรายนี้กลายเป็นกองกลางระดับท็อปของวงการฟุตบอลไปแล้ว

ตั้งแต่จอร์จินโญ่ย้ายมาร่วมทีมในเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ เมาริซิโอ ซาร์รี่ก็จับเขาลงสนามเป็นตัวจริงของทีมมาโดยตลอด แม้ว่าจะเป็นเกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่เพราะว่าเขาเป็นนักเตะที่เข้าใจในระบบการเล่นของเมาริซิโอ ซาร์รี่มากที่สุดนั่นเอง และเป็นหัวใจหลักของทีมในยุคที่จะมีเขาคุมทีมต่อจากนี้อย่างแน่นอน ทำใหเขาต้องลงสนามเพื่อเป็นเสาหลักให้กับทีมไปก่อนในช่วงแรกของฤดูกาล จนกว่าเพื่อนร่วมทีมจะเข้าในระบบการเล่น รวมถึงวิธีการเล่นของกุนซือสิงห์อมควันรายนี้ด้วย ซึ่งจอร์จินโญ่จะรับบทบาทเป็นห้องเครื่องของทีมเหมือนอย่างที่เขาค้าแข้งอยู่ในเมืองเนเปิ้ลนั่นเอง ซึ่งแทบไม่ต้องปรับวิธีการเล่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับเพื่อนร่วมทีมของเขาต้องปรับบทบาทใหม่มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะนักเตะในแดนกลางด้วยกันอย่างเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวรับระดับโลก ที่ฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าเมาริซิโอ ซาร์รี่จะจับเขาไปเล่นเกมรุกมากขึ้น และให้เป็นตัวไล่บอลมากกว่าฤดูกาลก่อนๆ ที่เขาจะคอยดักจังหวะตัดเกมอยู่หน้าแผงหลังเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกบทบาทอย่างมากทีเดียว แต่ด้วยวิธีการของซาร์รี่ทำให้ก็องเต้ก็ต้องยอมเปลี่ยนบทบาทแบบนี้ เพื่อที่จะให้จอร์จินโญ่ได้เล่นในสไตล์เดิมที่เขาถนัดได้นั่นเอง ซึ่งถือว่าบทบาทของจอร์จินโญ่สำคัญมากกับเชลซีในตอนนี้