ความเสียหายจากอันดับ 5

   

            ฤดุกาลแรกในการคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ของอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ที่เข้ามาคุมทีมเชลซี ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะอดีตดาวเตะของยูเวนตุสสามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมสั่งปลดโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือระดับตำนานของสโมสรไปก่อนหน้านี้

นายใหญ่ของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เข้ามาเปลี่ยนแปลทีมจากในยุคของ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” มากมาย ทั้งในเรื่องของตัวผู้เล่น รวมถึงระบบการเล่นที่จากแต่ก่อนจะใช้ระบบ 4-2-3-1 เป็นหลัก แต่ในยุคของคอนเต้มีการเปลี่ยนระบบมาใช้ 3-5-2 เป็นระบบหลัก และมีดาวเตะคนสำคัญย้ายเข้ามาสู่ทีม โดยเฉพาะเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวตัดเกมที่ย้ายมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้แดนกลางพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็เสียเนมานย่า มาติช ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังขายดิเอโก้ คอสต้าไปให้กับแอตเลติโก มาดริดอีกด้วย ส่วนการย้ายมาของอัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าชาวสเปนก็โชว์ฟอร์มไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำให้ฟอร์มของทีมกระท่อนกระแท่น และสุดท้ายจบฤดูกาลได้เพียงอันดับที่ 5 ของตารางเท่านั้น ทำให้ต้องชวดไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เสียหายอย่างมากทีเดียว เพราะนอกจากตัวเงินที่หายไปหลายสิบล้านปอนด์แล้ว การดึงดูดนักเตะดาวดังให้อยากย้ายมาค้าแข้งในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในฤดูกาลนี้ถือว่าน้อยลงไปอย่างมากด้วย และด้วยท่าทีที่ยังไม่แน่นอนของบอร์ดบริหารสโมสรว่าจะใช้ใครเป็นกุนซือของทีมในฤดูกาลหน้า เพราะข่าวแบ่งออกเป็น 2 ทางว่าจะยังเป็นอันโตนิโอ คอนเต้คุมทีมต่อไป หรือจะแต่งตั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ อดีตกุนซือของนาโปลีเข้ามารับตำแหน่งแทน ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมา ซึ่งการพรีซีซั่นของของทีมกำลังจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันนี้แล้วด้วย ทำให้ทุกอย่างติดขัดไปหมด เพราะหากยังไม่ได้ผู้จัดการทีมที่แน่ชัด การซื้อขายตัวนักเตะก็ยังเริ่มไม่ได้ด้วยเช่นกัน เพราะผู้จัดการทีมแต่ละคนก็ย่อมมีเป้าหมาย และแนวทางการเล่นแตกต่างกัน แผนการซื้อขายนักเตะก็ต้องแตกต่างกันออกไปด้วย

ความเสียหายจากการจบอันดับที่ 5 เมื่อฤดูกาลที่แล้วมันได้เกิดขึ้นไปแล้วด้วยเรื่องของผู้จัดการทีมที่ยังไม่แน่นอน แต่ว่าความเสียหายมันยังไม่จบ และต้องมาดูกันว่าความเสียหายครั้งนี้มันจะจบลงเมื่อไร และมีผลกระทบต่อทีมมากน้อยแค่ไหน และคงดูผลกระทบได้อีกทีหลังจากจบฤดูกาลที่จะถึงนี้